เส้นเลือดขอด อีกหนึ่งโรคยอดฮิตของวัยทำงาน

เส้นเลือดขอด อีกหนึ่งโรคยอดฮิตของวัยทำงาน

เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้มีอาการปวด จากเรียวสวยก็เริ่มไม่เรียบเนียน
มีริ้วรอย และขาดความมั่นใจในบุคลิกภาพ
สาเหตุหลัก ๆ มาจากไลฟ์สไตล์ทำงานที่บังคับให้ต้องนั่งหรือยืนเวลานานเป็นประจำ
อาการของเส้นเลือดขอด
🔹 เริ่มเห็นเส้นเลือดสีม่วงหรือสีฟ้า ขึ้นบริเวณขา
มีลักษณะคดเคี้ยวและนูนออกมา
🔹 เท้าหรือขาบวมจนผิดปกติ รู้สึกร้อนบริเวณขาส่วนล่าง
🔹 เป็นตะคริวช่วงเวลากลางคืนหรือเวลาพักผ่อนไม่ได้ทำอะไรหนัก ๆ
🔹 เมื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ เวลานั่งเป็นเวลานาน หรือหนักขาเวลาเคลื่อนที่
🔹 ผิวหนังอักเสบหรือมีแผลพุพองบริเวณผิวหนังใกล้ข้อเท้า
วิธีป้องกันเส้นเลือดขอดที่ขา
1 ไม่สวมเสื้อผ้าคับเกินไป โดยเฉพาะเอวและต้นขา
เพราะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก
2⃣ ไม่นั่งหรือยืนนาน ๆ ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ
3 ใส่ถุงน่องแบบกระชับ อาจจะช่วยให้ภาวะเส้นเลือดขอด
ไม่เป็นมากขึ้น หรือทำให้เกิดโรคช้าลง
4 ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักให้พอดีอยู่เสมอ
5⃣ พักเท้า โดยการยกเท้าสูงประมาณ 15 นาที หรือการพักเท้าบนม้านั่ง
6 ฝึกกล้ามเนื้อน่อง โดยยืนตัวตรงและเขย่งขึ้นลงช้า ๆ
จะช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดดีขึ้น
7คุณผู้หญิงไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน
ปัญหาเส้นเลือดขอดจะไม่ร้ายแรงหากใส่ใจที่จะเข้ารับการรักษาโดยเร็ว
ดังนั้น เมื่อเป็นเส้นเลือดขอดควรรีบไปพบคุณหมอเพื่อรักษาอย่างถูกต้องนะคะ
ที่มา: โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์, โรงพยาบาลเวชธานี, โรงพยาบาลกรุงเทพ

อ้างอิง โรครว้ายๆวัยทำงาน สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม

—————————-
Instagram : disabilitiesth
Youtube : Disabilities Thailand
TikTok : disabilitiesth
Twitter : @disabilitiesth
#dth #คนพิการ #สภาคนพิการ #disabilitiesth#disabilities #disable

กลุ่มไหนเสี่ยงมีภาวะข้อสะโพกเสื่อม

กลุ่มไหนเสี่ยงมีภาวะข้อสะโพกเสื่อม

ข้อสะโพกเป็นอวัยวะที่ใช้ในการช่วยพยุงและรับน้ำหนักตัว เมื่อเกิดภาวะข้อสะโพกเสื่อมจะมีอาการปวดเคลื่อนไหวลำบาก ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

อาการ : มักมีอาการปวดเวลาเดินบริเวณรอบสะโพกไปยังขาหนีบ รู้สึกว่าสะโพกฝืดตอนเช้าหรือ มีเสียงภายในบริเวณข้อสะโพก

ใครเสี่ยงต่อภาวะข้อสะโพกเสื่อม ?
1. ผู้สูงอายุ โดยเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย
2. ผู้เคยประสบอุบัติเหตุ ที่มีการบาดเจ็บโดยตรงที่ข้อสะโพก
3. ผู้ป่วยที่ใช้ยาบางประเภท เป็นระยะเวลานาน เช่นสเตียรอยด์ทำให้เกิดการขาดเลือดไปเลี้ยงบริเวณข้อสะโพกได้
4. น้ำหนักตัว หรือเล่นกีฬา ทำกิจกรรม หรือทำงานที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อข้อสะโพกเป็นเวลานาน

อ้างอิง : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

https://www.facebook.com/638387949598877/photos/a.638555772915428/4879129118858051/

—————————-
Instagram : disabilitiesth
Youtube : Disabilities Thailand
TikTok : disabilitiesth
Twitter : @disabilitiesth

#dth #คนพิการ #สภาคนพิการ #disabilitiesth#disabilities #disable

การเข้าสังคมของบุคคลออทิสติก หลังสถานการณ์โควิด-19

การเข้าสังคมของบุคคลออทิสติก หลังสถานการณ์โควิด-19

อัษฎากรณ์ ขันตี

 

            ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในรอบสองปีที่ผ่านมา ทำให้กิจวัตรประจำวันที่เคยออกไปไหนต่างต้องพลิกผันอย่างสิ้นเชิง หลายครอบครัวไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้แบบเมื่อก่อน ผู้คนต้องทำงานที่บ้านกันส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ออกไปไหน ทำอะไรก็ลำบาก พรากสิ่งต่าง ๆ ได้ทั้งความสัมพันธ์ ความใกล้ชิด ไปจนถึงชีวิตและทรัพย์สินของหลาย ๆ ครอบครัว ทุกคนต่างตกอยู่ในที่นั่งลำบาก และทำให้การใส่แมสเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามครับ
            ผู้เขียนเชื่อว่ามีผู้อ่านบางท่านพอจะทราบว่า บุคคลออทิสติกนั้นมักจะมีปัญหาในการเข้าสังคม ถามว่ามีปัญหาอะไรบ้าง อย่างแรกเลยครับคือเรื่องการสื่อสาร บุคคลออทิสติกมักจะสื่อสารกับคนทั่วไปได้ไม่ค่อยเข้าใจนัก เนื่องจากบุคคลออทิสติกมักจะพูดแต่ในเรื่องที่สนใจ ทำให้คนที่ไม่ทราบในเรื่องของออทิสติกอาจจะงงหรือรำคาญได้ อีกอย่างบางคนอาจจะพูดแบบกุก ๆ กัก ๆ หรือพูดแบบไม่ชัดเลยก็มีครับ อย่างที่สองเป็นเรื่องของการวางตัวเข้าสังคม ปัญหาสำคัญ ๆ คือ บุคคลออทิสติกไม่ทราบว่าจะวางตัวหรือปฏิบัติกับคนในสังคมอย่างไร บุคคลออทิสติกอาจจะไม่ทราบว่าจะพูดกันกับเขาอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆ บุคคลออทิสติกอาจจะไม่ทราบถึงการปรับตัวและบริบทของสังคมที่มีความยีดหยุ่นตลอดเวลานั้นเอง
อย่างที่สามคือสังคมไม่ค่อยเข้าใจ อันนี้เข้าใจว่าคนในสังคมมักจะถูกปลูกฝังให้เกิดความอคติกับบุคคลออทิสติก ทำให้สังคมเกิดการมองบุคคลออทิสติกในทางที่ผิด อาทิ ปัญญาอ่อน ติ๊งต๊อง เป็นตัวตลก เป็นตัวปัญหา เป็นต้น
            อีกทั้งในสถานการณ์โควิด-19 บุคคลออทิสติกมักจะไม่ได้รับการฝึกฝนในทักษะพื้นฐานต่าง ๆ เท่าที่ควร อีกทั้งบุคคลออทิสติกจะมีปัญหาทางอารมณ์ด้วย อาทิ เก็บกด โดดเดี่ยว อ้างว้าง และขาดคนที่จะมาเป็นที่ปรึกษาให้เขา อันนี้ขอให้เข้าใจนิดนึงนะครับ ว่าบุคคลออทิสติกไม่ใช่ไม่อยากมีเพื่อน แต่พวกเขาต้องการคนที่จะรัก เข้าใจ และพร้อมที่จะรับฟัง อีกอย่างหนึ่ง บุคคลออทิสติกถ้าจะผูกพันกับใครได้ ก็จะผูกพันกับเขาไปตลอดครับ
                ที่ผมต้องการจะเขียนในวันนี้ เป็นการเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวและแนวทางการเข้าสังคมของบุคคลออทิสติกหลังสถานกรณ์โควิด-19 ว่าจะมีแนวทางใดบ้าง ที่จะทำให้บุคคลออทิสติกสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างคนปกติ การเข้าสังคมของบุคคลออทิสติกในช่วงหลังโควิดนั้น ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงมีโอกาสในการเข้าโรงเรียนแล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกใจกันนะครับที่บุคคลออทิสติกต้องไปเจอเพื่อน ๆ ในห้องเรียนอีกครั้ง และยังมีส่วนหนึ่งที่อยู่ในการทำงาน แต่มีส่วนหนึ่งที่อยู่แต่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหน
                แต่อย่างไรก็ตาม การเข้าสังคมของบุคคลออทิสติกมักจะมีปัญหาคลาสสิค ๆ คือ 1.เรื่องของการสื่อสาร 2.เรื่องของการวางตัว 3.เรื่องที่สังคมไม่ค่อยเข้าใจ 4.ไม่ทราบถึงวีธีการเข้าหา พูดคุย หรือการปฏิบัติต่าง ๆ ตามสถานการณ์ที่หลากหลาย เป็นต้น ผมเชื่อว่าบุคคลออทิสติกมีโอกาสในการเข้าสังได้เหมือนคนปกตินะครับ เพียงแต่ต้องใจเย็น อดทน และใช้เวลาครับ
                เมื่อหลังสถานการณ์โควิด-19 บุคคลออทิสติกต้องเผชิญกับคนที่หลากหลาย ทั้งคนตามใจ ทั้งคนเป็นมิตร ไปจนถึงคนที่เคร่ง ซีเรียส จริงจัง ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่คนในสังคมต้องเจอกับคนแบบนั้น และบุคคลออทิสติกหลายคนต้องทำกิจวัตรต่าง ๆ ทั้งการกินอาหาร เดิน ทำกิจกรรม และทักทาย เป็นต้น แต่บุคคลออทิสติกอาจจะไม่ทราบถึงการวางตัว และกฏสังคมตามวัฒนธรรม และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ผมจึงมีแนวทางในการเข้าสังคมหลังยุคโควิด-19 แน่นอนว่าจะอาศัยแค่บุคคลออทิสติกปรับตัวอย่างเดียวไม่ได้ ทุก ๆ คนต้องมีส่วนร่วมในการปรับตัวด้วยครับ อีกทั้งสมัยนี้ คนได้ตระหนักถึงการแสดงออก สิทธิเสรีภาพที่มากขึ้น ผมจึงมีแนวทางในการเข้าสังคมของบุคคคลออทิสติกหลังโควิด-19 นะครับ
แนวทางการเข้าสังคมของบุคคลออทิสติก หลังสถานการณ์โควิด-19
 
              1.มีกิจกรรมที่หลากหลายให้บุคคลออทิสติกมีส่วนร่วม การมีกิจกรรมที่หลากหลายนั้น ทำให้บุคคลออทิสติกเกิดความเข้าใจในบริบททางสังคม เกิดความเข้าใจถึงกฎกติกาทางสังคม เกิดความเข้าใจในการมีส่วนร่วมกันในสังคม ขอยกตัวอย่างมา 1 กิจกรรมนะครับ คือกิจกรรมการเล่นเก้าอี้ดนตรี ถ้าถามว่าเป็นแนวทางในการเข้าสังคมอย่างไร เป็นการฝึกในการเข้ากฎกติกาในสังคม ในเกมเก้าอี้ดนตรีมีกฎกติกาคือ ถ้านั่งเก้าอี้ได้ไม่ทันตามเพลงที่หยุดเล่น คนนั้นจะไม่ได้เล่นต่อ แต่ถ้านั่งเก้าอี้ดนตรีแล้วนั่งได้ทัน คนนั้นจะได้เล่นต่อ
                2.มีการฝึกทักษะทางสังคมอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมทักษะทางสังคมนั้น เป็นการฝึกทักษะต่าง ๆ ในการเข้าสังคมเบื้องต้น ตั้งแต่การยกมือไหว้ การทักทาย การสนทนา การพูดคุย ไปจนถึงมารยาทในที่สาธารณะนั่นเอง การฝึกทักษะทางสังคม ต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง และมีกิจกรรมที่หลากหลาย เรื่องนี้อย่าสอนแค่บรรยายเท่านั้น แต่ควรฝึกปฏิบัติจริง และใช้กิจกรรมจากสถานการณ์จริง เพราะบุคคลออทิสติกจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดคือการทำตาม ไม่ใช่การบรรยายนั่นเอง
                3.สร้างความเข้าใจแก่คนใกล้ชิด และบุคคลที่เกี่ยวข้อง สังคมยังขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับบุคคลออทิสติกและบริบทบุคคลออทิสติกเยอะ ดังนั้นการทำความเข้าใจกับบุคคลออทิสติกจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าถามว่าทำความเข้าใจอย่างไร อย่างแรกคือต้องทักทายเขาก่อน อย่างที่สองคือการถามว่าเขาชอบ หรือไม่ชอบ สนใจด้านไหน ทำอะไรได้บ้าง มีกิจวัตรอะไรที่ต้องทำ อันนี้ถ้าเด็กหรือบุคคลออทิสติกไม่สามารถตอบได้ก็ต้องให้ผู้ปกครองเป็นคนตอบนะครับ แต่ถ้าเขาตอบได้ก็ตอบเลย จากนั้นต้องอยู่ร่วมกัน และสังเกตเขาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
                อีกอย่างที่ต้องทำก็คือ ต้องสามารถอธิบายกับคนที่ไม่เข้าใจในตัวของพวกเขาให้ได้ ถ้าเกิดทำอะไรแล้วมีปัญหากับคนที่ไม่เข้าใจ อย่างน้อยที่สุดคือต้องเข้าใจพวกเขา นิสัย และบริบทครับ อย่างเช่น เด็กชายเอ(นามสมมุติ) มีนิสัยชอบฟังเพลงเก่า ๆ และชอบอ่านประวัติศาสตร์ และชอบคุยกับเรื่องนี้สม่ำเสมอ มีวันหนึ่ง เขารู้สึกรำคาญ เด็กชายเอจึงร้องไห้ พ่อจึงอธิบายกับเขาว่า “น้องเอจะชอบคุยแต่ในเรื่องที่สนใจ ขอให้ทำใจนิดนึงนะครับ แต่อย่างน้อยให้คิดว่าเขาได้เห็นความสำคัญของลูกผมนะครับ” และเขาก็ดอเค จึงขอโทษครอบครัว และได้เล่าอะไรให้ฟังต่อไปครับ
                4.เปิดโอกาสให้มีการเรียนรู้นอกสถานที่ การเรียนรู้นอกสถานที่ อย่าคิดว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญนะครับ สำคัญครับ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลออทิสติกได้ไปเจอโลกกว้าง ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตามที่บุคคลออทิสติกสนใจ ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน ได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม และบริบททางสังคมที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ การเรียนรู้นอกสถานที่นั้น มีกิจกรรมทั้งไปกลับ หรือจะเป็นค้างคืนก็ได้ ในกรณีที่ค้างคืน หากช่วยเหลือตนเองได้ ก็สามารถที่จะไปนอนค้างคืนกับเพื่อน(ที่เพศเดียวกัน)ได้ แต่ถ้าหากยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเอง หรือมีความจำเป็นที่ต้องมีครอบครัวไปด้วย ก็ต้องมีครอบครัวไปด้วยสม่ำเสมอ
                การเรียนรู้นอกสถานที่นั้น เราสามารถที่จะไปอบรมในสิ่งที่น้อง ๆ สนใจ หรือจะเป็นที่ชุมชน แต่ถ้าหากค้างคืนควรจะเป็นค่ายฝึกทักษะ ฝึกพัฒนาการ ฝักการเข้าสังคม หรือจะเป็นอย่างอื่นที่เหมาะสมกับบุคคลออทิสติกหรือครอบครัวก็ได้ แต่ไม่ควรทำกิจกรรมที่รุนแรงและโลดโผนจนเกินไป
                5.มีการดูแล นิเทศ และติดตามพัฒนาการ และความสามารถของบุคคลออทิสติก
อย่างต่อเนื่อง เอาจริง ๆ ที่ควรจะมีข้อนี้เพราะว่า หากบุคคลออทิสติกนั้น มีการฝึกในเรื่องของความรู้ ความสามารถ ทักษะชีวิต และทักษะสังคมแล้ว จะต้องมีการติดตามในเรื่องของพัฒนาการในแต่ละด้านอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ หากไม่มีตรงนี้มารองรับ จะเกิดผลเสียในระยะยาว ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม และในข้อนี้ จะต้องมีการส่งต่อไปยังสถานศึกษาในระดับที่สูงขึ้น และไปสู่สถานประกอบการ ภาครัฐและเอกชน เพื่อประกอบการติดตาม นิเทศ ว่าบุคคลออทิสติกมีพัฒนาการที่ดีขึ้นหรือไม่ เข้าสังคมได้หรือเปล่า อารมณ์ควบคุมได้หรือไม่ มีเพื่อนและบัดดี้หรือยัง เป็นต้น
                6.หาเวลาพูดคุย และสนทนากันบ่อย ๆ  การที่จะอยู่ร่วมกันกับบุคคลออทิสติกนั้น ต้องอาศัยทั้งเวลาและความคุ้นเคยเป็นอย่างมาก เรื่องนี้จึงไม่ควรที่จะละเลยเป็นอย่างยิ่ง ทำไมถึงต้องทำเรื่องนี้ อย่างที่บอกเลยครับ ว่าบุคคลออทิสติก เขาจะเรียนรู้ในสิ่งที่คุ้นเคย หรือการทำตามจากคนใกล้ชิด ดังนั้นการพูดคุยจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความคุ้นเคยหรือใกล้ชิดนั้นเอง เวลาที่พูดคุย ต้องลองคุยในเรื่องที่บุคคลออทิสติกสนใจ จากนั้นจึงค่อย ๆ สลับการคุย จากเรื่องที่บุคคลออทิสติกสนใจไปถึงเรื่องที่คนที่จุคุยสนใจ จากนั้นมีการถาม-ตอบเหมือนคนเปกติ และไม่ใช่แค่นั้น ต้องหาเวลาในการพูดคุยอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องคุยทุกวันนะครับ
                อันนี้เข้าใจครับว่าทุกคนต่างมีภาระ หน้าที่ และอาจจะว่างไม่ตรงกัน ถ้าหากไม่ว่างจริง ควรจะค่อย ๆ พูดให้เข้าใจ และหาเวลาว่างที่ตรงกันมาพูดคุยก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีคือต้องนัดล่วงหน้า การพูดคุยควรจะพูดแบบไพเราะ สุภาพ มีเหตุผล และต้องมีความจริงใจแก่กันและกัน ให้เกีรยติอย่างสม่ำเสมอ ถามว่าเรื่องนี้ได้ประโยชน์อะไรบ้างบุคคลออทิสติกจะได้ฝึกการพูด-คุย การโต้ตอบ การฝึกการนั่ง การฝึกสบตา ส่วนคนที่จะคุยนั้น จะได้ประโยชน์คือเข้าใจบุคคลออทิสติกและบริบทต่างๆของบุคคลออทิสติก อีกทั้งยังฝึกวิธีการพูดคุย และดูแลบุคคลออทิสติกไปในตัว
                7.เปิดโอกาสให้มีการแสดงทักษะ ความรู้ ความสามารถอย่างต่อเนื่อง อันนี้ต้องเข้าใจนิดนึงนะครับ ว่าบุคคลออทิสติกนั้น ต่างมีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่แตกต่างกันออกไป ทุกคนครับ ต้องสังเกตบ่อย ๆ ว่าบุคคลออทิสติกคนนั้นชอบอะไร ชอบทำอะไร และสามารถทำเป็นอาชีพได้หรือเปล่า ถ้าได้ครบทั้งสามอย่าง บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันดูแล ส่งเสริม สนับสนุน และต้องหาพื้นที่แสดงออกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ามีพื้นที่ได้ก็รีบเลยครับ
                การแสดงความสามารถ เป็นสิ่งสำคัญในการที่จะนำพาบุคคลออทิสติกให้ไปสู่สังคมได้อย่างสง่างาม ถ้าถามว่าเรื่องนี้ได้อะไรบ้าง บุคคลออทิสติกจะได้รับการกระตุ้น ในเรื่องของการฝึกความสามารถ การใช้ความสามารถให้เป็นประโยชน์ อีกทั้งฝึกเรื่องบุคลิกภาพ การพูด ทักษะสังคม และทักษะการดำรงชีวิต ส่วนผู้ฝึกและผู้ดูแล จะได้ทักษะในการดูแล ช่วยเหลือ สนับสนุนบุคคลออทิสติก ได้ทำการฝึกฝน และอยู่ร่วมกับบุคคลออทิสติกได้อย่างมีความสุขครับ
                จะเห็นได้ว่า แนวทางที่ผมเสนอไป อาจจะไม่ได้ถูกต้องไปทางหมด แต่ก็เป็นแนวทางในการอยู่ร่วมกับบุคคลออทิสติกหลังยุคโควิด-19 เข้าใจนะครับว่าการที่จะให้คนปกติอยู่ร่วมกับบุคคลออทิสติกได้เป็นเรื่องที่ยาก เพราะเหตุผลต่าง ๆ บ้างบุคคลออทิสติกไม่สามารถที่จะวางตัวเข้ากับบริบทที่แตกต่าง และคนปกติที่ไม่ค่อยเข้าใจบริบทของบุคคลออทิสติกนัก ผมเชื่อเสมอว่า ๆ ยังพอมีจุด ๆ หนึ่ง ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ มันไม่ใช่ง่าย ๆ  และจะต้องใช้เวลาและความรักเป็นอย่างมาก ค่อย ๆ ปรับกันไป ซึ่งผมเชื่อว่าหนทางที่จะอยู่ร่วมกันได้กับบุคคลทั่วไปและบุคคลออทิสติกนั้นยังพอมี ผมก็ของเป็นกำลังใจและเป็นแรงผลักดันเพื่อให้บุคคลออทิสติกสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขหลังสถานการณ์ของโควิด-19 นะครับ สวัสดีครับ
อัษฎากรณ์ ขันตี
5 กรกฎาคม 2565

เคยไหม? เวลาพบคนตาบอดจะข้ามถนน … อยากจะช่วยแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร??

😎 เคยไหม? เวลาพบคนตาบอดจะข้ามถนน … อยากจะช่วยแต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร??

การพบเจอคนตาบอดเดินข้ามถนนไม่ใช่เรื่องแปลก และเชื่อว่าหลายคนเองก็ทำตัวไม่ถูก ไม่มั่นใจว่าคนตาบอดต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ และคุณเองก็ไม่กล้าที่จะถามออกไป

😎 วันนี้สมาคมฯ จะมาแนะนำวิธีการช่วยเหลือขั้นต้นว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง มาเรียนรู้ไปด้วยกันนะคะ ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ

👉 ขั้นแรก ให้คุณแตะที่หลังมือของคนตาบอดเบา ๆ เพื่อเป็นสัญญาณให้เขาและเธอรู้ตัวก่อน
จากนั้นคนตาบอดจะค่อย ๆ เอามือไปจับที่ข้อมือของคุณ แล้วก็จะเลื่อนไปจับที่เหนือข้อศอกเพราะเวลาคุณเดินเจอพื้นที่ต่างระดับคนตาบอดจะได้รู้สึกได้
👉 ขั้นต่อมา ให้คุณเดินเยื้องหน้าคนตาบอดไปประมาณ 1 ก้าว แล้วก็เดินข้ามถนนไปด้วยกันเลย GO!!!

เพิ่มเติม
⚠️ เวลาเดินไปพบกับสถานการณ์อันตราย อาจมีรถวิ่งสวนมา หรือสุนัขที่วิ่งเข้ามาหมายจะกัด คุณต้องเตือนให้รู้ด้วยการบอกว่า “หยุด!” หรือ “ย้าย!” และหลังจากที่คุณทำให้คนตาบอดพ้นจากอันตรายแล้ว จึงค่อยอธิบายถึงภัยคุกคามต่อไป
⚠️ เวลาเดินขึ้นที่สูงหรือเดินลงที่ต่ำ เช่น บันได และขอบถนนควรหยุดก่อนแล้วบอกว่า ขึ้น หรือ ลง แล้วเดินไปด้วยกันตามธรรมชาติมากที่สุด คุณควรพูดและอธิบายถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ขณะนั้นให้คนตาบอดฟังด้วยเพื่อความเพลิดเพลิน และไม่รู้สึกเกร็ง หรืออึดอัดใจกันของทั้งสองฝ่าย

🥰 ความรู้และความเข้าใจในการนำทางคนตาบอด จะช่วยลดช่องว่างในการอยู่ร่วมกันของคนตาบอด ให้เป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคม เพราะต่อไปนี้เรา “จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน”

45 สถานพยาบาลเอกชนที่สามารถออกเอกสารรับรองความพิการ

๔๕ สถานพยาบาลเอกชนที่สามารถออกเอกสารรับรองความพิการ
(๑) โรงพยาบาลเพชรเวช เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร
(๒) โรงพยาบาลสุขสวัสดิ์ เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร
(๓) โรงพยาบาลกว๋องสิวมูลนิธิ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร
(๔) โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
(๕) โรงพยาบาลตา หู คอ จมูก เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
(๖) โรงพยาบาลเมืองเพชร อําเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
(๗) โรงพยาบาลอ่างทองเวชการ ๒ อําเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง
(๘) โรงพยาบาลปิยะมินทร์ อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
(๙) โรงพยาบาลเอกชัย อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร
(๑๐) โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ฉะเชิงเทรา อําเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา
(๑๑) โรงพยาบาลเอกชล อําเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
(๑๒) โรงพยาบาลซานคามิลโล อําเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี
(๑๓) โรงพยาบาลศุภมิตร อําเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
(๑๔) โรงพยาบาลศิริเวชลําพูน อําเภอเมือง จังหวัดลําพูน
(๑๕) โรงพยาบาลเมืองเพชร อําเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์
(๑๖) โรงพยาบาลพัฒนเวชสุโขทัย อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
(๑๗) โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ศรีบุรินทร์ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
(๑๘) โรงพยาบาลเขลางค์นคร-ราม อําเภอเมือง จังหวัดลําปาง
(๑๙) โรงพยาบาลแพร่-ราม อําเภอเมือง จังหวัดแพร่
(๒๐) โรงพยาบาลแพทย์ปัญญา เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร
(๒๑) โรงพยาบาลเสรีรักษ์ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
(๒๒) โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร
(๒๓) โรงพยาบาลศรีวิชัย ๕ อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร
(๒๔) โรงพยาบาลศุภมิตรเสนา อําเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
(๒๕) โรงพยาบาลกรุงเทพ-พัทยา อําเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
(๒๖) โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา อําเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
(๒๗) โรงพยาบาลอินเตอร์เวชการ อําเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
(๒๘) โรงพยาบาลเชียงใหม่ใกล้หมอ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
(๒๙) โรงพยาบาลหริภุญชัย เมโมเรียล อําเภอเมือง จังหวัดลําพูน
(๓๐) โรงพยาบาล ป.แพทย์ อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
(๓๑) โรงพยาบาลกรุงเทพ-ราชสีมา อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
(๓๒) โรงพยาบาลกรุงเทพ-ภูเก็ต อําเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
(๓๓) โรงพยาบาลมิชชั่นภูเก็ต อําเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
(๓๔) โรงพยาบาลปิยะรักษ์ อําเภอเมือง จังหวัดพัทลุง
(๓๕) โรงพยาบาลพิสัยเวช อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
(๓๖) โรงพยาบาลพระราม ๒ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร
(๓๗) โรงพยาบาลเซ็นทรัลเชียงใหม่เมโมเรียล อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
(๓๘) โรงพยาบาลมนารมย์ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร
(๓๙) โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค เขตบางแค กรุงเทพมหานคร
(๔๐) โรงพยาบาลเชียงใหม่ ฮอสพิทอล อําเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
(๔๑) โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
(๔๒) โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
(๔๓) โรงพยาบาลกรุงเทพจุรีเวช อําเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด
(๔๔) โรงพยาบาลศรีวิชัย ๑ แยกไฟฉาย เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
(๔๕) โรงพยาบาลวิชัยเวช อนิ เตอร์เนชั่นแนล หนองแขม เขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร
—————————-
Instagram : disabilitiesth
Youtube : Disabilities Thailand
TikTok : disabilitiesth
Twitter : @disabilitiesth